วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อีสาน

                        
                                      าคอีสาน


                                                                 ประเพณีบุญบั้งไฟ


จังหวัด :  ยโสธร  

ช่วงเวลา :
 
เดือนพฤษภาคม

ความสำคัญ
 :

            ชาวจังหวัดยโสธรร้อยละ ๘๕ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชาวยโสธรจึงจัดประเพณีบุญบั้งไฟเป็นการทำบุญประจำปีทุกปี
ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูการทำนา เป็นพิธีขอฝนจากพญาแถนให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิธีกรรม ประกอบด้วย
 :

            ๑. การเซิ้งเพื่อขอรับบริจาคทรัพย์สินเงินทอง และอาหารการกิน เพื่อนำมาเป็นทุนในการจัดทำบั้งไฟและเป็นเสบียงสำหรับผู้จัดทำบั้งไฟ
            ๒. การประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม (บั้งไฟโก้)
            ๓. การประกวดขบวนรำเซิ้ง
            ๔. การประกวดธิดาบั้งไฟโก้
            ๕. การแข่งขันจุดบั้งไฟขึ้นสูง
            ๖. การแข่งขันจุดบั้งไฟ แฟนซี (บั้งไฟ แสง สี เสียง)
            ๗. การประกวดกองเชียร์บั้งไฟในวันแข่งขันจุดบั้งไฟขึ้นสูง

สาระ
 :

            ๑. เป็นการตักเตือนให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกษตรกรไม่ควรประมาท
            ๒. เป็นงานประเพณีที่สร้างความสนุกสนาน และความสมัครสมานสามัคคี
ของประชาชน
            ๓. กิจกรรมการเซิ้ง สอนให้คนในสังคมรู้จักการบริจาคทาน และการเสียสละ
            ๔. เป็นงานประเพณีที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวจังหวัดยโสธร 
          

                                                                  ประเพณีผีตาโขน 
  

จังหวัด :  เลย    

ช่วงเวลา  
ช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี

ความสำคัญ  :
            การละเล่นผีตาโขนมีมานานแล้วแต่ไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัด
ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ชาวบ้านได้ปฏิบัติและสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ เป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดเลย แสดงในงาน "บุญหลวง" ซึ่งเป็นการรวมเอาบุญผะเหวดและบุญบั้งไฟเป็นบุญเดียวกัน เพื่อเป็นการบูชาอารักษ์หลักเมือง และพิธีการบวงสรวงดวงวิญญาณ
อันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าในอดีต

พิธีกรรม
  :
            มีการจัดทำพิธี ๒ วัน คือ วันแรก (วันโฮม) ขบวนผีตาโขนจะแห่
รอบหมู่บ้านตั้งแต่เช้ามืด เป็นการทำพิธีอัญเชิญ พระอุปคุตเข้ามาอยู่ที่วัด ในวันที่สองเป็นพิธีการแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง โดยสมมุติให้วัด
เป็นเมืองสำหรับวันที่สองของงานนี้ ชาวบ้านยังได้นำบั้งไฟมาร่วมในขบวนแห่
เพื่อเป็นพิธีขอฝนโดยแห่รอบวัด ๓ รอบ ในขณะที่แห่อยู่นั้นเหล่าผีตาโขน
ทั้งหลายก็จะละเล่นหยอกล้อผู้คนไปเรื่อย ๆ เพื่อทำให้เกิดความสนุกสนาน หลังจากเสร็จพิธีการแห่แล้วบรรดาผู้ละเล่นผีตาโขนจะนำเครื่องเล่นผีตาโขน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีไปล่องลงแม่น้ำหมัน และในตอนค่ำของวันเดียวกัน จะมีการฟังเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์

สาระ
  :

             การละเล่นผีตาโขนนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้พบเห็น มีการนำเอาก้านทางมะพร้าวที่แห้ง นำมาตกแต่งเป็นหน้ากาก โดยการเจาะ
ช่องตา จมูก ปาก และใบหู นำเอาหวดนึ่งข้าว โดยกดดันหวดให้เป็นรอยบุ๋ม
หงายปากหวดขึ้น เพื่อสวมศีรษะแต่งแต้มสีสันให้น่าดู ส่วนชุดที่สวมใส่
ทำมาจากเศษผ้าหลากหลายสีมาเย็บต่อกัน อุปกรณ์ในการละเล่นมี ๒ ชิ้น คือ "หมากกระแหล่ง" มีไว้เพื่อเขย่าทำให้เกิดเสียงดังในเวลาเดิน และ "อาวุธประจำกาย" ผีตาโขนส่วนมากจะใช้ผู้ชายแสดงเนื่องจากต้อง
กระโดดโลดเต้นไปเรื่อย ๆ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ผู้หญิงเป็นตัวแสดง นอกจากเข้าร่วมในงาน "บุญหลวง" ยังได้เข้าร่วมขบวนแห่ในวันเปิดงาน
กาชาดดอกฝ้ายบานมะขามหวานเมืองเลย โดยขบวนผีตาโขนจะเดินรอบเมือง
เพื่อโชว์ให้แขกบ้านแขกเมืองได้เห็น

                                                          ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา


จังหวัด :  อุบลราชธานี  

ช่วงเวลา :
  
วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 และแรม 1 ค่ำเดือน 8 
หรือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ความสำคัญ :
            งานแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธที่ได้กระทำ
มาแต่ครั้งพุทธกาลเหตุที่ทำให้เกิดประเพณีเพราะสมัยก่อนมีภิกษุได้เดิน
ไปเหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านทำให้ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาติให้ภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาที่วัด
เป็นเวลา 3 เดือนคือในช่วงวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำ
เดือน 11ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านพอดี
ในช่วงเข้าพรรษานี้ประชาชนจะนำเทียนไปถวายพระภิกษุเพราะเชื่อว่า
จะทำให้ตนเฮลียวแลาดมีไหวพริบปฏิภาณประดุจขี้ผึ้งที่ใช้ทำเทียนที่ได้จากรังผึ้ง 

พิธีกรรม :
            ขบวนแห่เทียนเข้าพรรษาจัดขึ้นในวันรุ่งขึ้นคือ วันเข้าพรรษาตั้งแต
่เวลาประมาณเวลา 8.00 น. โดยจะเคลื่อนขบวนไปตามถนนอุปราช 
ผ่านหน้าศาลากลาง  ไปถนนชยางกูร  เป็นระยะทาง 2-3 กม. จึงสลายขบวน
รูปแบบของการจัดขบวนประกอบด้วย  ขบวนแห่เทียนหลวงพระราชทาน 
ขบวนต้นเทียนคุ้มวัดต่างๆซึ่งแต่ละขบวนจะประกอบด้วยการแสดงการละเล่น
  การฟ้อนรำ  การบรรเลงคนตรีในรูปแบบของศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง

สาระ :                 ต้นเทียนผลิตงานด้านศิลปะอย่างต่อเนื่องตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ
งานร่วมสมัย  งานหัตกรรมพื้นบ้านทั้งในด้านการสืบสานจารีตประเพณีพื้นเมือง  
และในด้านศิลปะการตกแต่งต้นเทียน

                                                           ประเพณีไหลเรือไฟ


จังหวัด :  นครพนม    

ช่วงเวลา :
 วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ (ประมาณเดือนตุลาคม)

ความสำคัญ
 :
             เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่ประทับไว้ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ในแคว้นทักษิณาบทประเทศอินเดีย  เพื่อบูชาท้าวผกาพรหม
เพื่อขอขมาลาโทษแม่น้ำที่เราทำให้สกปรก เพื่อเอาไฟเผาความทุกข์
ให้หมดไปแล้วลอยไปกับแม่น้ำ

พิธีกรรม
 :
              นำเรือไปลอยในแม่น้ำ ก่อนลอยให้กล่าวคำบูชาดังนี้
"อะหัง อิมินา ปะทีเปนะ นัมมากายะ นะทิยา ปุเลนิ ปาทะวะอัญชิง
อภิปูเชนิ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะอัญชัง ปูชา มัยหัง ที่ฆรัตตัง
หิตายะ สุขายะ สังวัตคะตุ"
 แปลว่า  ข้าพเจ้าขอน้อมบูชา
รอยพระพุทธบาทของพระมุนีเจ้าอันประดิษฐานอยู่ ณ หาดทราย
แห่งแม่น้ำนัมมทานทีโพ้นด้วยประทีปนี้ ขอให้การบูชารอยพระบาท
สมเด็จพระมุนีเจ้าด้วยประทีป ในครั้งนี้จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ

สาระ
 :
            เปรียบเทียบให้เห็นชีวิตมนุษย์ มีเกิด มีเจริญก้าวหน้า และดับไปในที่สุดหรือ ชีวิตมนุษย์เป็นอนิจจัง"


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น